Follow by Email

วันอังคารที่ 17 มกราคม พ.ศ. 2555

มวยไทย



ชวาขัดหอก
แม่ไม้นี้ใช้เป็นหลัก สำหรับ หลบหมัดตรงออกทางวงนอก แล้วโต้ตอบ ด้วยศอก
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง บริเวณใบหน้าของฝ่ายรับ พร้อมกับก้าวเท้า ซ้าย สือไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าเอนตัวไป กึ่งขา ตัวเอน ประมาณ ๓ องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวา พร้อมงอแขน
ซ้ายใช้ศอก กระแทกชายโครงใต้แขนของฝ่ายรุก









ยอเขาพระสุเมรุ
แม่ไม้นี้ใช้หมัดตรงในลักษณะก้มตัว เข้าวงในให้หมัด ผ่านศรีษะไปแล้วชกเสยคาง
ฝ่ายรุก ชกด้วยหมัดซ้ายตรง ที่หมายใบหน้าฝ่ายรับ พร้อมก้าวเท้าซ้ายไป ข้างหน้า
ฝ่ายรับ รีบก้าวเท้าขวาพร้อมกับย่อตัวต่ำ เข้าหาฝ่ายรุก งอเข่าขวา ขาซ้ายดึงย่อตัวต่ำ เอนไปข้างหน้าประมาณ ๔๕ องศา น้ำหนักตัวอยู่บนเท้าขวาแล้วให้ยืด เท้าขวายกตัวขึ้นพร้อมกับพุ่งชกหมัดขวา เสยใต้คางของฝ่ายรุก หน้าเงยดูคางของฝ่ายรุก แขนซ้ายกำบังอยู่ข้างหน้าเสมอคาง





มอญยันหลัก
แม่ไม้นี้เป็นหลักสำคัญในการรับหมัด ด้วยการใช้เท้าถีบ ยอดอก หรือท้อง
ฝ่ายรุก ชกหมัดซ้ายตรงพร้อมด้วยก้าวเท้าซ้าย ไปข้างหน้า
ฝ่ายรับ โยกตัวเอนไปทางขวาเอนตัวหนีฝ่ายรุก ประมาณ ๔๕ องศา ยืนบนท้าขวาแเขนทั้งสอง
ยกงอป้องตรงหน้าพร้อมกับยกเท้าซ้ายถีบที่ ยอดอกหรือท้องของฝ่ายรุกให้กระเด็น ห่างออกไป







นาคาบิดหาง
แม่ไม้นี้ ใช้รับการเตะโดยใช้มือ ทั้งสองจับบิดปลายเท้าพร้อมทั้งใช้เข่ากระแทกขา
ฝ่ายรุก ยกเท้าขวาเตะกราดไป ยังบริเวณชายโครงของฝ่ายรับ แขนทั้งสอง
ฝ่ายรับ รีบโยกตัวไปทางซ้าย ยืนบนเท้าซ้าย มือซ้ายจับส้นเท้าของฝ่ายรุก มือขวาจับที่
ปลายเท้าบิดออกนอกตัว พร้อม กับยกเข่าขวากระแทกที่น่องของฝ่ายรุก

วันอังคารที่ 30 สิงหาคม พ.ศ. 2554

โรคที่เกิดจากพฤติกรรม

โรคมะเร็งปอด


มะเร็งปอด พบมากเป็นอันดับ 2 ของมะเร็งทั้งหมดในประเทศไทย ซึ่งตรวจพบในระยะเริ่มแรกได้ยาก
และมีอัตราการตายสูง

สาเหตุ
1. บุหรี่ 
การสูบบุหรี่เป็นสาเหตุที่สำคัญที่สุดของการเกิดโรคมะเร็งปอด ผู้สูบบุหรี่มีโอกาสเป็นมะเร็งปอดมากกว่า
ผู้ไม่สูบ 10 เท่า  ผู้ที่ต้องสูดดมควันบุหรี่ของ ผู้อื่น เสี่ยงต่อการเป็นโรคมะเร็งปอดด้วย  ควันบุหรี่มีสาร
ประกอบมากกว่า 4,000 ชนิด และในจำนวนนี้มีประมาณ 60  ชนิด ที่เป็นสารก่อมะเร็ง ตัวกระตุ้นและตัว
ส่งเสริมให้เกิดมะเร็งปอด ได้แก่  ทาร์ นิโคติน คาร์บอนมอนนอกไซด์ ไฮโดรเจนไซยานายด์ ฟีนอล
แอมโมเนีย เบ็นซิน และ ฟอร์มาลดีฮายด์ เป็นต้น

มะเร็งปอด พบมากในภาคเหนือของประเทศไทย ซึ่งนิยม สูบบุหรี่พื้นเมือง ขี้โยหรือยามวน ซึ่งมีปริมาณทาร ์
และ สารก่อมะเร็ง อื่นๆ สูง

2. แอสเบสตอส เป็นแร่ที่ใช้ในอุตสาหกรรมหลายชนิด เช่น การก่อสร้าง  โครงสร้างอาคาร ผ้าเบรค คลัช
ฉนวนความร้อน  อุตสาหกรรมสิ่งทอ เหมือง แร่ ผู้ที่เสี่ยง ได้แก่ ผู้ที่ทำงานในสิ่งแวดล้อมที่มีการใช้
แอสเบสตอสเป็นส่วน ประกอบ  ระยะเวลาตั้งแต่สัมผัสฝุ่นแอสเบสตอสจนเป็นมะเร็งปอด อาจใช้ เวลา
15–35 ปี ผู้ไม่สูบบุหรี่ แต่ทำงานกับฝุ่นแร่แอสเบสตอส เสี่ยงต่อมะเร็ง ปอดมากกว่าคนทั่ว ไป 5 เท่า
ผู้สูบบุหรี่และทำงานกับฝุ่นแร่แอสเบสตอสด้วย เสี่ยงต่อมะเร็งปอดมากกว่า คนทั่วไปถึง 90 เท่า

3.เรดอน เป็นก๊าซกัมมันตรังสี ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น ไม่มีรส เกิดจากการสลายตัว ของแร่ยูเรเนียมในใยหิน ซึ่ง
กระจายอยู่ในอากาศและน้ำใต้ดิน ในที่ๆอากาศ ไม่ถ่ายเท เช่น ในเหมืองใต้ดินอาจมีปริมาณมากทำให้มี
ความเสี่ยงต่อการ เกิดมะเร็งปอดได้

4.มลภาวะในอากาศ ได้แก่ไอควันพิษจากรถยนต์ โรงงานอุตสาหกรรม เป็นต้น

อาการ
ระยะเริ่มแรกของโรค ไม่มีอาการใดใดที่บ่งชี้ได้อย่างชัดเจนว่าเป็นมะเร็ง ปอด แต่อาจพบอาการไอเรื้อรัง
ลักษณะไอแห้งๆ นานกว่าธรรมดา บางครั้ง มีเสมหะ หรือมีเลือดออกเป็นเพียงสายๆติดปนกับเสมหะออกมา
น้ำหนักลด  เบื่ออาหาร ซีด อ่อนเพลีย

ปอดอักเสบ มีไข้ เจ็บหน้าอก ซึ่งอาจทำให้ผู้ป่วยไม่มาพบแพทย์ เพื่อรับการ รักษา ทำให้โอกาสที่จะรักษา
หายลดน้อยลง


อาการ
1. ไอแห้งๆ อยู่นานกว่าธรรมดา
2. ไอมีเสมหะ
3. ไอเป็นเลือด แต่เลือดมักออกปนมากับเสมหะ
4. ปอดอักเสบ มีไข้ เจ็บหน้าอก
5. น้ำหนักลด เบื่ออาหาร ซีด อ่อนเพลีย
6. เสียงแหบ เพราะมะเร็งลุกลามไปยังประสาทบริเวณกล่องเสียง
7. บวมที่หน้า คอ แขน และอกส่วนบน เนื่องจากมีเลือดดำคั่ง
8. หายใจลำบาก และหอบเหนื่อย เนื่องจากก้อนมะเร็งโตขึ้น ทำให้เนื้อที่ปอดสำหรับหายใจเหลือน้อยลงไม่เพียงพอกับ
   ความต้องการของร่างกาย
9. กลืนลำบาก เนื่องจากหลอดอาหารถูกกด
10. เจ็บปวด เนื่องจากมะเร็งลุกลามแพร่กระจายไปในกระดูก ผนังอก ฯลฯ
11. อัมพาด เนื่องจากมะเร็งแพร่กระจาย ไปยังสมองหรือไขสันหลัง

การวินิจฉัย

1. ถ่ายภาพเอ็กซเรย์ปอด
2. ตรวจเสมหะที่ไอออกมาเพื่อหาเซลล์มะเร็ง
3. ส่องกล้องตรวจดูภายในหลอดลม
4. ขลิบชิ้นเนื้อจากหลอดลมหรือต่อมน้ำเหลือง บริเวณไหปลาร้า เพื่อการ
    วินิจฉัยทางพยาธิวิทย

การรักษา
เมื่อพบว่าเป็นโรคมะเร็งปอดแน่นอนแล้วแพทย์จะเป็นผู้ตัดสินใจว่าผู้ป่วย
ควรจะได้รับการรักษาแบบใดจึงจะเหมาะสมที่สุด โดยพิจารณาถึงอายุ ภาวะ
ความแข็งแรงของร่างกาย ระยะของโรค ชนิดของมะเร็งและการยอมรับ
ของผู้ป่วย ซึ่งการรักษาจะประกอบด้วย

1. การผ่าตัด
2. รังสีรักษา
3. เคมีบำบัด
4. การรักษาแบบผสมผสานวิธีการดังกล่าวข้างต้น
5. การรักษาแบบประคับประคอง

การป้องกัน
1. เลิกสูบบุหรี่
2. หลีกเลี่ยงการได้รับมลพิษในสิ่งแวดล้อม
3. รับประทานผัก ผลไม้ให้มากขึ้น และอาหารที่มี วิตามินซี วิตามินอี รวมทั้ง
    เซเลเนียม เช่น ข้าวซ้อมมือ รำข้าว  และออกกำลังกายสม่ำเสมอ อาจลด
    ความเสี่ยงต่อการเกิดโรคมะเร็งปอด
4. การรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง การดื่มสุราอาจเพิ่มความเสี่ยง ต่อการ
    เกิดโรคมะเร็งปอดได้

ในประเทศไทยมะเร็งปอดเป็นโรคที่พบมากและเป็นสาเหตุการตาย ในอันดับ
ต้นทั้งในเพศชายและหญิงและอุบัติการณ์โรคกำลังเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็วโดย
เฉพาะในเพศหญิง ผู้ป่วยมะเร็งปอด ส่วนใหญ่(80-90%)เกิดจากการสูบบุหรี่
จึงสามารถป้องกันได้ ธรรมชาติทาง ชีววิทยาของมะเร็งปอด ทำให้เราพบผู้
ป่วย เมื่อเริ่มมีอาการ ในขณะที่โรคอยู่ในระยะลุกลาม และแพร่กระจาย เป็น
ผลให้ผู้ป่วยประมาณ 90% เสียชีวิตจากโรคมะเร็งภายใน เวลา 1-2 ปี มะเร็งปอด
พบมากในคนอายุ 50-75 ปี ผู้ป่วยส่วนใหญ่ (80%) จะเป็นผู้ที่สูบ
บุหรี่ และ ประมาณ 5% จะเป็นผู้ที่ต้องสูดดมควันบุหรี่จากผู้อื่ นผู้ที่สูดดมควัน
บุหรี่จากผู้อื่นจะมี ความเสี่ยง ต่อ การเป็นมะเร็งปอดเพิ่มขึ้น 26% จำนวนมวนของบุหรี่
ที่สูบต่อวันและ ชนิดของบุหรี่ที่สูบจะสัมพันธ์กับอัตราเสี่ยง
ต่อการเกิดมะเร็งปอดผู้ที่สูบบุหรี่10-13% จะเกิด มะเร็งปอดภายในเวลา 30-40
ปี อย่างไรก็ตามถ้าเลิกสูบบุหรี่ก็สามารถลดอัตราการเสี่ยง ต่อการเกิดมะเร็ง
ปอดลงเหลือเท่าผู้ไม่สูบบุหรี่ได้ภายในเวลา 10-15 ปี ผู้ที่สูบบุหรี่ และเป็นโรค
ปอดอุดกั้นเรื้อรังจะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอด


สารก่อมะเร็งที่อาจเป็นสามเหตุของโรคในผู้ป่วย10-15%ซึ่งไม่สูบบุหรี่ ได้แก่
แอสเบสตอส (ตัวอย่าง เช่น ผู้ที่ทำงานในโรงงานผลิตผ้าเบรครถยนต์ เป็นต้น)
โดยเฉพาะถ้าผู้นั้นสูบบุหรี่ด้วย จะยิ่งเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งสูงถึง 50 เท่า
สารก่อมะเร็งอื่นได้แก่ แร่เรดอน มลภาวะใน อากาศจากอุตสาหกรรมโลหะหนัก
ควันมลภาวะในสิ่งแวดล้อม การฉายรังสีเพื่อรักษา
มะเร็งชนิดอื่นก็อาจเพิ่มปัจจัยเสี่ยงต่อมะเร็งปอดได้โดยเฉพาะผู้สูบบุหรี่ร่วมด้วย
นอกจากนี้ ปัจจัยทางพันธุกรรมก็อาจมีส่วนเกี่ยวข้องด้วย มะเร็งปอดเป็นโรคที่ตรวจ
ค้นหาในระยะ เริ่มแรกได้ยาก การนำเอาผู้ที่อยู่ใน
กลุ่มเสี่ยง (ผู้ชายสูบบุหรี่อายุเกิน 40 ปี) มาตรวจ เสมหะและเอ็กซเรย์ปอดเพื่อ
พยายามจะลดอัตราการตายจากโรคมะเร็ง พบว่า สามารถพบผู้ป่วยมะเร็งใน
ระยะเริ่มแรกมากขึ้น แต่ไม่สามารถลดอัตราตายลงได้ การล้มเหลวจากการนี้
เชื่อว่า เนื่องจากมะเร็งปอดแม้จะมีขนาดเล็กก็พบการแพร่กระจายได้สูงมะเร็ง
ปอด มักจะ เริ่มมีอาการเมื่อโรคลุกลามมากแล้ว อาการที่พบได้แก่ อาการไอ
หายใจลำบาก ไอเป็นเลือด ปอดอักเสบบ่อย และเจ็บลึกที่หน้าอก หายใจลำบาก
จากน้ำท่วมปอด เป็นต้น นอกจากนี้ อาจมีอาการเนื่องจากมะเร็๋งลุกลามหรือ
แพร่กระจาย เช่น เสียงแหบ อาการทางสมอง ปวดกระดูก เป็นต้น

วันอังคารที่ 23 สิงหาคม พ.ศ. 2554

มาออกกำลังกายกันเถอะ

มาออกกำลังกายกันเถอะ

                 สำหรับในโลกปัจจุบันนี้แล้ว ทุกๆคนล้วนรู้ว่าการออกกำลังกายทำให้สุขภาพดีขึ้น จากผลงานการวิจัยทางวิทยา

ศาสตร์ต่างๆ แต่ถึงกระนั้นผู้คนก็ยังไม่ค่อยหันมาออกกำลังกายเท่าที่ควรอยู่ดี

นับจากอดีตถึงปัจจุบันนี้ ไม่เคยมีวันใดที่โลกจะหยุดนิ่ง มีแต่พัฒนาเปลี่ยนแปลงไปเรื่อยๆทั้งใน

ด้านที่ดีและในด้านที่ไม่ดี สิ่งมีชีวิตที่อยากจะอยู่รอดก็ต้องต่อสู้กันต่างก็ต้องพัฒนาขีดความสามารถของตน

ให้ก้าวหน้าขึ้น ไม่ว่าจะในด้านของความสามารถทางร่างกายหรือสติปัญญา จึงอาจกล่าวได้ว่า ถ้าหากว่า

ร่างกายเรานั้นไม่สมบูรณ์แข็งแรงนั้น โอกาสที่เราจะสามารถใช้ชีวิตอยู่ในโลกใบนี้อย่างมีความสุขก็ยิ่ง

น้อยลงเรื่อยๆ ต้องป่วยเป็นโรคต่าง เช่น โรคหวัด ภูมิแพ้ โรคอ้วน ฯลฯ ซึ่งถึงแม้ว่าเราอาจจะมีหมอคอย

รักษา แต่ถึงกระนั้น หมอก็ไม่ได้รักษาพยาบาลให้หายหรือหายขาดได้ทุกโรค จึงกล่าวได้ว่า การไม่เป็นโรค

จะดีที่สุด หรือ อโรคยา ปรมา ลาภา ความไม่มีโรคเป็นลาภอันประเสริฐ

ลองคิดดูให้ดีจะมีสักกี่คนบนโลกใบนี้ ที่จะมีความตั้งใจในการออกกำลังกายอย่างจริงจัง ทั้งที่ทุก

คนต่างก็รู้ถึงผลเสียของการไม่ออกกำลังกาย ดังนั้น เรามาออกกำลังกายกันเถอะเพื่อสุขภาพและความสุขและสิ่งที่ดีทั้ง

หลายที่จะบังเกิดแก่ตัวท่าน.

วันศุกร์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2554

ภูมิปัญญาไทยกับการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชน

ภูมิปัญญาไทย ตรงกับศัพท์ภาษาอังกฤษว่า Wisdom หมายถึง ความรู้ความสามารถ วิธีการผลงานที่คนไทยได้ค้นคว้า รวบรวม และจัดเป็นความรู้ ถ่ายทอด ปรับปรุง จากคนรุ่นหนึ่งมาสู่คนอีกรุ่นหนึ่ง จนเกิดผลิตผลที่ดี งดงาม มีคุณค่า มีประโยชน์ สามารถนำมาแก้ปัญหาและพัฒนาวิถีชีวิตได้แต่ละหมู่บ้าน แต่ละชุมชนไทย ล้วนมีการทำมาหากินที่สอดคล้องกับภูมิประเทศ มีผู้นำที่มีความรู้ มีฝีมือทางช่าง สามารถคิดประดิษฐ์ ตัดสินใจแก้ปัญหาของชาวบ้านได้ ผู้นำเหล่านี้ เรียกว่า ปราชญ์ชาวบ้าน หรือผู้ทรงภูมิปัญญาไทย

ลักษณะของภูมิปัญญาไทย

  • 1. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเป็นทั้งความรู้ ทักษะ ความเชื่อ และพฤติกรรม
  • 2. ภูมิปัญญาไทยแสดงถึงความสัมพันธ์ระหว่างคนกับคน คนกับธรรมชาติ สิ่งแวดล้อม และคนกับสิ่งเหนือธรรมชาติ
  • 3. ภูมิปัญญาไทยเป็นองค์รวมหรือกิจกรรมทุกอย่างในวิถีชีวิตของคน
  • 4. ภูมิปัญญาไทยเป็นเรื่องของการแก้ปัญหา การจัดการ การปรับตัว และการเรียนรู้ เพื่อความอยู่รอดของบุคคล ชุมชน และสังคม
  • 5. ภูมิปัญญาไทยเป็นพื้นฐานสำคัญในการมองชีวิต เป็นพื้นฐานความรู้ในเรื่องต่างๆ
  • 6. ภูมิปัญญาไทยมีลักษณะเฉพาะ หรือมีเอกลักษณ์ในตัวเอง
  • 7. ภูมิปัญญาไทยมีการเปลี่ยนแปลงเพื่อการปรับสมดุลในพัฒนาการทางสังคม 
ตัวอย่างภูมิปัญญาไทย
1.ด้านภาษา และวรรณธรรม ได้แก่ สุภาษิต คำพังเพย เพลงพื้นบ้าน ปริศนาคำทายต่างๆ
2.ด้านประเพณี ได้แก่ กิจกรรมที่เป็นการสร้างความสัมพันธ์ระหว่างคนในครอบครัว ชุมชน
3.ด้านศิลปวัตถุและศิลปกรรม ได้แก่ จิตรกรรมฝาผนังตามวัดต่างๆ การทำเครื่องปั้นดินเผาไปแกะสลัก หนังตะลุง เป็นต้น
4.ด้านการแต่งกาย ได้แก่ การทอผ้าไหม ทอผ้าฝ้าย ฯลฯ 
5.ด้านอาหาร ได้แก่ การจัดประดับตกแต่งอาหารให้มีความสวยงาม ด้วยการแกะสลักด้วยความประณีต อาหารที่ขึ้นชื่อ
    เช่น ต้มยำกุ้ง ผัดไทย แกงเลียง ข้าวยำปักษ์ใต้ ข้าวซอย ส้มตำ เป็นต้น
6.ด้านเครื่องมือเครื่องใช้ในการทำมาหากิน ได้แก่ การทำระหัด การทำเครื่องมือจับสัตว์ เช่น แห อวน ยอ เป็นต้น
7.ด้านที่อยู่อาศัย ได้แก่ รูปแบบบ้านทรงไทยโบราณ ซึ่งมีใต้ถุนสูง และหลังคามีหน้าจั่ว เป็นต้น
 8.ด้านสมุนไพรและการแพทย์แผนไทย ได้แก่ การนำส่วนพืชสมุนไพรมาเป็นอาหารและ ใช้สกัดเป็นยารักษาโรค

คุณค่าของภูมิปัญญาไทย ได้แก่ ประโยชน์และความสำคัญของภูมิปัญญา ที่บรรพบุรุษไทยได้สร้างสรรค์และสืบทอดมาอย่างต่อเนื่องจากอดีตสู่ปัจจุบัน ทำให้คนในชาติเกิดความรักและความภาคภูมิใจ ที่จะร่วมแรงร่วมใจสืบสานต่อไปในอนาคต เช่น โบราณสถาน โบราณวัตถุสถาปัตยกรรม ประเพณีไทย การมีน้ำใจ ศักยภาพในการประสานผลประโยชน์ เป็นต้น ภูมิปัญญาไทยจึงมีคุณค่าและความสำคัญดังนี้

ความสำคัญของภูมิปัญญาไทยกับการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคในชุมชน

        คนไทยในอดีตที่มีความสามารถปรากฏในประวัติศาสตร์มีมาก เป็นที่ยอมรับของนานาอารยประเทศ เช่น นายขนมต้มเป็นนักมวยไทยที่มีฝีมือเก่งในการใช้อวัยวะทุกส่วน ทุกท่าของแม้ไม้มวยไทย สามารถชกมวยไทย จนชนะพม่าได้ถึงเก้าคนสิบคนในคราวเดียวกัน แม้ในปัจจุบันมวยไทยก็ยังถือว่า เป็นศิลปะชั้นเยี่ยม เป็นที่นิยมฝึก และแข่งขันในหมู่คนไทยและชาวต่างประเทศ ปัจจุบันมีค่ายมวยไทยทั่วโลกไม่ต่ำกว่า 30,000 แห่ง ชาวต่างประเทศที่ได้ฝึกมวยไทยจะรู้สึกยินดีและภาคภูมิใจ ในการที่จะใช้กติกาของมวยไทย เช่น การไหว้ครูมวยไทย การออกคำสั่งในการชกเป็นภาษาไทยทุกคำ เช่น คำว่า "ชก" "นับหนึ่งถึงสิบ" เป็นต้น ถือเป็นมรดกภูมิปัญญาไทย นอกจากนี้ ภูมิปัญญาไทยที่โดดเด่นยังมีอีกมากมาย เช่น มรดกภูมิปัญญาทางภาษาและวรรณกรรม โดยที่มีอักษรไทยเป็นของตนเองมาตั้งแต่สมัยกรุงสุโขทัย และวิวัฒนาการมาจนถึงปัจจุบัน วรรณกรรมไทยถือว่าเป็น วรรณกรรมที่มีความไพเราะ ได้อรรถรสครบทุกด้าน วรรณกรรม หลายเรื่องได้รับการแปลเป็นภาษาต่างประเทศหลายภาษา ด้านอาหาร อาหารไทยเป็นอาหารที่ปรุงง่าย พืชที่ใช้ประกอบอาหารส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร ที่หาได้ง่ายในท้องถิ่นและราคาถูก มีคุณค่าทางโภชนาการ และยังป้องกันโรคได้หลายโรค เพราะส่วนประกอบส่วนใหญ่เป็นพืชสมุนไพร เช่น ตะไคร้ ขิง ข่า กระชาย ใบมะกรูด ใบโหระพา ใบกะเพรา เป็นต้น

ยาไทย ภูมิปัญญาไทย

        การแพทย์แผนไทย เป็นการรวมศาสตร์เกี่ยวกับบำบัดโรค ทั้งการใช้ยาสมุนไพร หัตถบำบัด การรักษากระดูกและโครงสร้าง โดยอิงกับความ เชื่อทางสังคม วัฒนธรรม และธรรมชาติ เป็นความรู้ที่ไม่มีเกณฑ์ตายตัว ขึ้นอยู่กับหมอรักษาวิธีใดได้ผลก็ใช้วิธีนั้นสืบต่อกันมา
        ยาไทยมาจากส่วนผสม 4 ประเภท คือ พืชวัตถุ สัตว์วัตถุ ธาตุวัตถุ เช่น เกลือสมุทร กำมะถัน ทองคำ ดินปะสิว และจุลชีพ เช่น เห็ด รา โดยแพทย์หรือผู้จ่ายยาต้องรู้ลักษณะ สี กลิ่น รส ชื่อของสิ่งที่นำมาใช้ ประเภทและอาการของโรคอย่างดีก่อนจึงจะนำมาใช้ได้ นอกจากนี้วิธีการปรุงยาก็มีหลายวิธีด้วยกันตามรูปแบบของยา เช่น กิน อาบ ดื่ม พอก หรือแช่ เป็นต้น
ภาพ:กำพ.jpg

หัวกระทือสมุนไพรไทยชนิดหนึ่งที่นิยมนำไปทำเป็นยาเเพทย์เเผนไทย

ยาไทยไม่แพ้ยาฝรั่ง

        ปัจจุบันยาไทยเริ่มได้รับความนิยมจากประชาชนมากขึ้น เนื่องจากมีกระแสกลับสู่ธรรมชาติมากขึ้น ทำให้มียาสามัญประจำบ้านแผนโบราณที่สามารถซื้อมากินแก้โรคต่างๆ ด้วยตนเองได้ ซึ่งยาไทยหลายตำรับมีคุณสมบัติโดดเด่น ประสิทธิภาพสูงไม่แพ้ยา ฝรั่ง อย่างน้อยการทำความรู้จักตำรับยาเหล่านี้ไว้บ้างก็น่าจะเป็นตัวช่วย ประจำบ้านที่ดีเหมือนกัน

การแพทย์แผนไทย

การแพทย์แผนไทย หรือมักเป็นที่รู้จักกันว่า การแพทย์แผนโบราณ เป็นความพยายามจะอธิบายภาวะต่าง ๆ ที่เกี่ยวกับสุขภาพ ทั้งสภาวะปกติ และสภาวะที่ผิดปกติ (เป็นโรค) โดยใช้ทฤษฎีความสมดุลของธาตุต่าง ๆ ในร่างกายเข้ามาอธิบาย ผสมผสานองค์ความรู้จากวัฒนธรรมอินเดีย พุทธศาสนา และองค์ความรู้ที่ถูกพัฒนาขึ้นเองโดยครูการแพทย์แผนไทย คือ ชีวกโกมารภัจจ์
การแพทย์แผนไทย อาจหมายถึง กระบวนการทางการแพทย์ที่เกี่ยวกับการตรวจ วินิจฉัย บำบัด หรือป้องกันโรค หรือการส่งเสริมและฟื้นฟูสุขภาพของมนุษย์หรือสัตว์ การผดุงครรภ์ การนวดไทย และหมายความรวมถึงการเตรียมการผลิตยาแผนไทย ประดิษฐ์อุปกรณ์ และเครื่องมือทางการแพทย์ โดยอาศัยความรู้หรือตำราที่ได้ถ่ายทอดและสืบต่อกันมา
การแพทย์แผนไทยอาจจะไม่มีองค์ความรู้ด้านกลไกการเกิดโรค และเทคนิคทางศัลยกรรมมากนัก แต่ต้องมีองค์ความรู้ด้านกลวิธีทางคลินิก เช่น การซักประวัติ และการรักษาด้วยยา เพียงแต่ขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ทางคลินิก (Evidence-based clinical knowledge) ซึ่งก็มาจากกฎข้อบังคับตามใบอนุญาตประกอบโรคศิลปะ สาขาการแพทย์แผนไทย ที่ว่า "มิให้แพทย์แผนไทยกระทำการอันเป็นวิทยาศาสตร์ใด ๆ" นั่นเอง ทำให้ไม่สามารถมีการตั้งสมมุติฐานและวิจัยได้อย่างเต็มที่

ธาตุเจ้าเรือน

ตามทฤษฎีการแพทย์ไทย กล่าวว่า คนเราเกิดมาในร่างกายประกอบด้วยธาตุทั้งสี่ ดิน น้ำ ลม ไฟ ซึ่งในแต่ละคนจะมีธาตุหลักเป็น ธาตุประจำตัว เรียกว่า“ธาตุเจ้าเรือน ” ซึ่งธาตุเจ้าเรือนนี้มี 2 ลักษณะ คือ ธาตุเจ้าเรือนเกิด ซึ่งจะเป็นไปตาม วันเดือนปีเกิด และธาตุเจ้า เรือนปัจจุบัน ที่พิจารณาจาก บุคลิกลักษณะ อุปนิสัยและภาวะด้านสุขภาพ กายและใจ ว่าสอดคล้องกับลักษณะของบุคคลธาตุเจ้าเรือน อะไร เมื่อธาตุทั้งสี่ในร่างกายสมดุล บุคคลจะไม่ค่อยเจ็บป่วย หากขาดความสมดุลมักจะเกิดความเจ็บป่วยด้วยโรคที่เกิดจาก จุดอ่อน ด้านสุขภาพของแต่ละคนตามเรือนธาตุ ที่ขาดความสมดุล ดังนั้นเพื่อเป็นการป้องกันปัญหาความเจ็บป่วยที่อาจเกิดขึ้นการปรับพฤติกรรม การบริโภค อาหารของแต่ละคนในชีวิตประจำวัน โดยใช้รสของอาหารคุณลักษณะที่เป็นยามาปรับ สมดุลของร่างกายเพื่อป้องกันความเจ็บป่วย จะได้รู้อย่างไรว่าเป็นคนธาตุอะไร มีจุดอ่อนด้านสุขภาพด้วยโรคอะไร และควรจะรับประทานอาหารอย่างไร ให้ตรงกับธาตุ ุเจ้าเรือนของตนสามารถอ่านได้จากอาหาร สมุนไพรประจำธาตุดังต่อไปนี้

การแพทย์แผนไทยกับการนำมาประยุกต์ในการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรค

การแพทย์แผนไทยสามารถ นำมาประยุกต์ในการสร้างเสริมสุขภาพและการป้องกันโรคได้โดยนำการรักษาแบบ แพทย์แผนไทยมารักษาคนไข้หรือผ่อนคลายความเครียดตามวิถีของไทยเพื่อให้เกิด ประสิทธิภาพมากที่สุด อาทิเช่น การนำพืชสมุนไพรมารักษาโรค, การนวดเพื่อการผ่อนคลาย ,การช่วยเหลือสตรีหลังการคลอดโดยการอยู่ไฟ หมาย ถึง การที่หญิงหลังคลอดนอนบนกระดานแผ่นเดียว มีไฟก่อไว้ข้างล่าง การอยู่ไฟเป็นประเพณีไทยโบราณดั้งเดิมซึ่งหญิงหลังคลอดจะต้องอยู่ไฟทุกคน ช่วยให้หญิงหลังคลอดได้พักผ่อน และได้รับความอบอุ่น ทำให้น้ำคาวปลาถูกขับออกมา ช่วยให้มดลูกเข้าอู่เร็วขึ้น นอกจากนี้ความร้อนช่วยกระตุ้นการหดรัดตัวของมดลูก ช่วยให้มารดามีสุขภาพแข็งแรง ช่วยให้แผลฝีเย็บแห้งและหายเร็วขึ้นและการนั่งสมาธิเพื่อผ่อนคลายความเครียด เป็นต้น


 






โครงการ ส่งเสริมสุขภาพโดยแอโรบิก

โครงการ ส่งเสริมสุขภาพโดยแอโรบิก

                หลักและเหตุผล  
   ปัจจุบันคนส่วนมากหลังเลิกงานจะไม่ได้ใช้เวลาว่างในการออกกำลังกายเราจึงเชิญชวนให้คนเหล่านั้นมาออกกำลังกายในช่วงเวลาว่าง

วัตถุประสงค์
   เพื่อให้คนมีสุขภาวะทางกายที่ดีจากการใช้เวลาว่างในการออกกำลังกาย

กลุ่มเป้าหมาย
    กลุ่มคนที่มีเวลาว่างหลังเลิกงาน

วิธีดำเนินการ
หาคนที่จะมาเป็นคนนำเต้น
สอบถามเกี่ยวกับช่วงเวลาว่างแล้วเชิญชวนออกมาออกกำลังกายโดยการเต้นแอโรบิก
ระยะเวลาดำเนินการ  
  3 เดือน วันที่ 1ก.ค. - 30ก.ย. 2554
สถานที่ดำเนินการ
  ลานกว้างในชุมชน
งบประมาณ  
  ไม่เกิน 20,000 บาท

                ผลที่คาดว่าจะได้รับ
  1. คนในชุมชนใช้เวลาว่างในการออกกำลังกาย
  2. คนในชุมชนมีสภาวะทางกายที่ดีขึ้น
 
ผู้รับผิดชอบโครงการ
  พิมพ์พริสร ทรัพย์สมปอง

วันอาทิตย์ที่ 29 พฤษภาคม พ.ศ. 2554

สรุปย่อสุขศึกษา บทที่1

กระบวนการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพ การทำงานของระบบประสสาท ระบบสืบพันธุ์ และระบบต่อมไร้ท่อ

หลักการของการสร้างเสริมและดำรงประสิทธิภาพการทำงานของระบบต่างๆ

  1. รักษาอนามัยส่วนบุคคล
  2. บริโภคอาหารให้ถูกต้องและเหมาะสม
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ
  5. ทำจิตใจให้ร่าเริงแจ่มใสอยู่เสมอ
  6. หลีกเลี่ยงอบายมุขและสิ่งเสพติดให้โทษ
  7. หมั่นตรวจเช็คร่างกาย
ระบบประสาท แบ่งเป็น2ส่วนใหญ่ๆ คือ

ระบบประสาทส่วนกลาง
  • สมอง
   แบ่งเป็น3ส่วนใหญ่ๆคือ
  1. สมองส่วนหน้า
  2. สองส่วนกลาง
  3. สมองส่วนท้าย 
2.ระบบประสาทส่วนปลาย

การบำรุงรักษาระบบประสาท



  1. ระวังไม่ให้เกิดการกระทบกระเทือนบริเวณศีรษะ
  2. ระวังป้องกันไม่ให้เกิดโรคทางสมอง
  3. หลีกเลี่ยงยาชนิดต่างๆที่มีผลต่อสมอง
  4. ผ่อนคลายความเครียด
  5. ทานอาหารที่มีประโยชน์ต่อร่างกาย
ระบบสืบพันธุ์

  1. อวัยวะสืบพันธ์เพศชาย

ประกอบด้วยส่วนต่างๆดังนี้
  1. อัณฑะ
  2. ถุงหุ้มอัณฑะ
  3. หลอดเก็บตัวอสุจิ
  4. หลอดนำตัวอสุจิ
  5. ต่อมสร้างน้ำเลี้ยงอสุจิ
  6. ต่อมลูกหมาก
  7. ต่อมคาวเปอร์

    2.อวัยวะสืบพันธ์เพศหญิง
  1. รังไข่
  2. ท่อนำใข่
  3. มดลูก
  4. ช่องคลอด


การบำรุงรักษาระบบสืบพันธ์
  1. ดูแลร่างกายให้แข็งแรง
  2. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  3. งดเครื่องดื่มแอลกอฮอล์
  4. พักผ่อนให้เพียงพอ
  5. ทำความสะอาดร่างกายอย่างทั่วถึงและสม่ำเสมอ
  6. สวมใส่เสื้อผ้าที่สะอาด
  7. ไม่ใช้เสื้อผ้า ผ้าเช็ดตัว เครื่องนุ่งห่มร่วมกับผู้อื่น
  8. ไม่สำส่อนทางเพศ
  9. เมื่อเกิดสิ่งผิดปกติใดๆ ควรรีบปรึกษาแพทย์
ระบบต่อมไร้ท่อ
  1. ต่อมใต้สมอง
  2. ต่อมหมวกไต
  3. ต่อมไทรอยด์
  4. ต่อมพาราไทรอยด์
  5. ต่อมที่อยู่ในตับอ่อน
  6. รังไข่
  7. ต่อมไทมัส
การบำรุงรักษาระบบต่อมไร้ท่อ

 
  1.  รับประทานอาหารให้ครบ5หมู่
  2. ดื่มน้ำให้เพียงพอ
  3. ออกกำลังกายสม่ำเสมอ
  4. ลดปริมาณเครื่องดื่มที่มีแอลกอฮอล์
  5. หลีกเลี่ยงสภาพแวดล้อมที่ส่งผลต่อระบบต่อมไร้ท่อ
  6. พักผ่อนให้เพียงพอ

CHA CHA CHA และBeguine




ช่ะ ช่ะ ช่า   ( CHA CHA CHA )



การเต้นรำจังหวะช่ะ ช่ะ ช่า

            ในบรรดาจังหวะเต้นรำแบบละตินอเมริกันที่มีอยู่ด้วยกัน 5 จังหวะนั้น    ช่ะ ช่ะ ช่า เป็นจังหวะเต้นรำที่มีกำเนิดหลังสุด กล่าวคือเป็นจังหวะที่รับการพัฒนามาจากจังหวะแมมโบ้   ซึ่งอดีตเรียกชื่อจังหวะนี้เต็มๆ ว่า แมมโบ้ ช่ะ ช่ะ ช่า   ต้นกำเนิดมาจากคิวบันการเปลี่ยนแปลงนี้เกิดจากอิทธิพลของดนตรีที่พัฒนาไป ทำให้การเต้นรำพัฒนาตามไปด้วย

            ต้นกำเนิดของ ช่ะ ช่ะ ช่า เริ่มในปี ค.ศ. 1950   ขณะที่ดนตรีของคิวบันได้รับความนิยมอยู่ในอังกฤษนั้นได้มีเพลงจังหวะสวิง   ซึ่ง เกิดใหม่และนิยมกันมากเข้ามามีบทบาทแทรกแซงผสมผสานกับดนตรีของคิวบัน ทำให้เพลงของคิวบันที่เคยมีลักษณะนุ่มนวลเปลี่ยนเป็นเร็วขึ้น เครื่องดนตรีที่ใช้เคาะจังหวะเริ่มเล่นพลิกแพลงผิดเพี้ยนออกไป เริ่มเคาะให้ไม่ลงจังหวะ ( OFF BEAT )  สไตล์ของดนตรีที่พัฒนามานี้จึงได้ชื่อว่า แมมโบ้ และมีการสาธิตเต้นรำจังหวะแมมโบ้ ในการประชุมนานาชาติเกี่ยวกับการเต้นรำ  แบบบอลรูมที่แบลคพูลประเทศอังกฤษ        
           
            แมม โบ้ได้รับความนิยม ทั้งเพลงและการเต้นอย่างมากในอเมริกาและยุโรป ต่อมาแมมโบ้ได้พัฒนาจากที่เคยเร็วให้ช้าลงสำหรับการเต้นจากแมมโบ้ที่เคยเต้น เดินหน้า 3 ก้าวและถอยหลัง 3 ก้าวก็เพิ่มการชิดเท้าไล่กันไปข้างหน้า 2 ก้าว และชิดเท้าไล่กันไปข้างหลัง 2 ก้าว ซึ่งเป็นรูปแบบของ ช่ะ ช่ะ ช่า ในปัจจุบันที่ได้รับความนิยมแพร่หลายไปทั่วโลก

            การเต้นรำจังหวะ ช่ะ ช่ะ ช่า นี้ได้เข้ามาสู่ประเทศไทยเมื่อปี พ.ศ. 2498 โดยชาวฟิลิปปินส์ ชื่อ มิสเตอร์เออร์นี่
นักดนตรีของวง
ซีซ่า วาเลสโก ได้ นำลีลาการเต้น ช่ะ ช่ะ ช่า และการเขย่ามาลากัส (ลูกแซ็ก) มาประกอบเพลงเข้าไปด้วย ซึ่งลีลาการเต้นนี้เป็นที่ประทับใจบรรดานักเต้นรำและครูสอนลีลาศทั้งหลาย จึงได้ขอให้มิสเตอร์เออร์นี่สอนให้ การเต้น ช่ะ ช่ะ ช่า ตามแบบของมิสเตอร์เออร์นี่จึงถูกถ่ายทอดและมีอิทธิพลมาจนถึงปัจจุบัน แม้ว่าในภายหลังได้มี
การนำรูปแบบการเต้นที่ถูกต้องตามมาตรฐานสากลเข้ามาแทน ที่แล้วก็ตาม
บีกิน ( BEGUINE  )


การเต้นรำจังหวะบีกิน


          บีกินเป็นจังหวะลีลาศประเภทเบ็ดเตล็ด (POP AND SOCIAL DANCES)  ที่ ปัจจุบันนิยมเต้นกันเฉพาะงานสังคมลีลาศทั่ว ๆ ไปในประเทศไทย ไม่นิยมเต้นกันในต่างประเทศ ไม่ปรากฏหลักฐานว่าคนไทยเรานิยมเต้นรำจังหวะบีกินมาตั้งแต่เมื่อไร เท่าที่พอจะทราบได้คือ  ในช่วงเวลาที่ครูอัตถ์ พึ่งประยูร  บรมครูสอนลีลาศคนหนึ่งของไทยที่เต้นรำมาตั้งแต่ พ.ศ. 2492 หรือ 2493 นั้นก็มีการเต้นรำจังหวะบีกินกันแล้ว โดยเข้าใจกันว่าชาวฟิลิปปินส์ที่มาเล่นดนตรีในเมืองไทยเป็นผู้แนะนำดนตรีและการนับจังหวะ

สมาชิกในกลุ่ม !
1. นายกษิดิ์เดช    ชลชลาธาร     เลขที่  20
2. นางสาวพิมพ์พริสร
   ทรัยพ์สมปอง     เลขที่  21
3. นางสาวภัทราพร
   วงศ์สถาพรพัฒน์   เลขที่  23
4. นายณิชชา    แซ่โค้ว      เลขที่  24
5. นายปกรณ์
    อ่อนเจริญ    เลขที่  26
6. นายธเนศ
    ธัญธนกิจ    เลขที่  27
ชั้นมัธยมศึกษาปีที่  6/6